<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วมโควิดระลอกใหม่ทำศก.พังเดือนละแสนล.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมา ถือว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งหอการค้าไทยประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง &amp;ndash; 3 เดือน ก็จะมีความเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายในเดือน ก.พ. 2564 ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2564 หดตัวเหลือ 2.2%&amp;nbsp;จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.8% &amp;nbsp;

ทั้งนี้ จากมาตรการแจกเงิน 3,500 บาท จำนวน 2 เดือน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น โดยต้องเป็นการโอนเงินเข้าถึงมือประชาชนเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าวิธีอื่นที่อาจจะไม่ทัน เป็นการแก้ไขได้ตรงประเด็น ซึ่งหากจะขยายมาตรการคนละครึ่งก็ถือว่าเต็มที่แล้ว และมีข้อจำกัด จากจำนวนผู้รับสิทธิ์ 15 ล้านคน แม้ว่าจะมีการเปิดเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิ์ก็ยังเป็นตัวเลขตามกรอบเดิมอยู่ รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์ที่ทำให้คนออกไปท่องเที่ยวได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;จากมาตรการแจกเงิน ประเมินว่าจะมีเงินเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอที่จะจุนเจือสถานการณ์ โดยประเมินว่าหากมีการแจกเงินถึง 15 ล้านคน ก็จะใช้เงินมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ก็จะมีโอกาสโตได้เพิ่มอีก 0.5-0.6%&amp;nbsp;และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2.5%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ภายในเดือน มี.ค. 2564 และหลังจากนั้นจะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2564 ซึ่งอาจจะยังทำได้ไม่มาก จึงต้องใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ไปก่อน เช่น มาตรการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน ซึ่งหอการค้าเสนอให้รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการให้ครอบคลุมถึงไตรมาส 2-3 ปี 2564 รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเดินทาง อบรมสัมมนา การดูแลค่าเงินบาท การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพยุงการจ้างงานไม่ให้มีการปลดคนงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย&amp;nbsp;Krungthai COMPASS&amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวที่ระดับ 2.5% พ้นจากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นในปี 2563 ที่เศรษฐกิจหดตัว 6.5% โดยแม้ว่าการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 จะกระทบการใช้จ่ายของภาคเอกชนอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แต่หากมาตรการที่ใช้อยู่สามารถควบคุมสถานการณ์ภายใน 2-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 109.6 ล้านคน-ครั้ง ต่ำลงกว่าประมาณการเดิมที่ 131.8 ล้านคน-ครั้ง แต่ก็ยังสูงกว่าปีก่อนหน้าที่ 91.2&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านคน-ครั้ง นอกจากนี้ การเยียวยาโควิดรอบสองของรัฐที่ออกมาจะมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดระลอกใหม่ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาทจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้าออกไปท่ามกลางความไม่แน่นอน อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นที่กดดันเศรษฐกิจอยู่ เช่น การขาดแคลนตู้สินค้าในการส่งออก การแข็งค่าของเงินบาท และภาวะแล้งที่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีจะได้รับอานิสงส์จากวัคซีนโควิด-19 ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมการแพร่ระบาดทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายพชรพจน์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89712</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, ธนวรรธน์  พลวิชัย, ผลกระทบเศรษฐกิจ, ม.หอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระบาดฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค.วูบต่ำสุดในรอบ 5 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7&amp;nbsp; ม.ค. 2564 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค.63 อยู่ที่ 50.1 จาก 52.4 ในเดือน พ.ย.63 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.5 จาก 45.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 47.5 จาก 50.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.2 จาก 61.6
ปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ที่เป็นวงกว้างและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการต่างๆ, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 จาก 3.6% มาที่ 3.2% จากสถานการณ์โควิด-19 ในต่างประเทศที่ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เปิดรับได้จะจำกัดกว่าที่ประเมินไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
อีกทั้งการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในไทยส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, การส่งออกและการนำเข้าของไทยเดือนพ.ย.63 ลดลง ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 52.59 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 11 เดือน เกินดุลการค้ารวม 23,512.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ, เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ทำให้กังวลว่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก, ผู้บริโภคยังกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง รวมถึงกังวลรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า พร้อมปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 63 หดตัวที่ 6.6% ดีกว่าที่ประเมินไว้ จากเดิมที่หดตัว 7.8%, ภาครัฐดำเนินมาตรการ ประกอบด้วยโครงการ&amp;quot;คนละครึ่ง&amp;quot; &amp;quot;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot; &amp;quot;ช้อปดีมีคืน&amp;quot; และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ธ.ค.63 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.1 เป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ย.63 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการในเดือนนี้ และถือว่าดัชนีฯ อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่ ส.ค.63&amp;quot; นายธนวรรธน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงอีกครั้ง และอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ทำให้คาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากตลอดในไตรมาส 1/64 จนกว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดในประเทศไทยจะคลี่คลายลง ซึ่งต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ของการควบคุมการระบาดไวรัสโควิดรอบใหม่ของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 1-2 นี้ ว่าจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร เพราะปัจจัยทั้ง 2 ตัวนี้ มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
อย่างไรก็ดี การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธ.ค.63 นี้ดำเนินการในช่วงก่อนที่รัฐบาลจะประกาศมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิดที่แบ่งพื้นที่ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่พื้นที่ จึงคาดว่าแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าจะปรับลดลงต่ำกว่าเดือนธ.ค.63&amp;nbsp;&amp;nbsp;และมีโอกาสจะลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือน เม.ย.63 ที่ช่วงนั้นมีการประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมการระบาดภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;การสำรวจความเชื่อมั่นฯ ยังไม่ได้รวมถึงเหตุการณ์ที่หนักขึ้น จากการปิดล็อก 5 จังหวัด และการงดกิจกรรมหลายอย่างในกทม.และหลายจังหวัด ดังนั้นความเชื่อมั่นที่ลดลงในเดือนธ.ค.ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น ที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน...ถ้าปลายม.ค.สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ความเชื่อมั่นฯ จะตกลง และหลุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในเบื้องต้น ประเมินว่าสถานการณ์โควิดรอบใหม่ อาจจะคลี่คลายลงได้ภายในช่วงปลายไตรมาสแรกปีนี้ หากมาตรการควบคุมการระบาดทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจก็พร้อมจะเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาจะต้องตรงจุดลงไปในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด เพราะผลทางจิตวิทยาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อว่าจะลดลงได้เร็วเพียงใด และการระบาดจะกระจายพื้นที่ครอบคลุมไปมากน้อยแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ดังนั้น มาตรการในการดูแลและควบคุมการแพร่ระบาดจึงจำเป็นต้องเข้มข้นขึ้น ล่าสุด รัฐบาลได้เลือกใช้แนวทางปิดการเคลื่อนย้ายของประชาชนใน &amp;quot;พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด&amp;quot; ใน 5 จังหวัด และพยายามรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจกับการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไว้เป็นสำคัญ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ จะก่อให้เกิดความบอบช้ำที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปเยียวยาผลกระทบจากโควิดด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 2 แสนล้านบาทภายในไตรมาสแรกปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;quot;จากสถานการณ์รอบนี้ คนจะชะลอการใช้จ่าย ผลทางจิตวิทยาจะผูกกับตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน ผูกกับผลสัมฤทธิ์ของมาตรการควบคุมโควิด ดังนั้นประเด็นสำคัญมากๆ คือการยับยั้งไม่ให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นด้วยมาตรการเข้มข้น และจำเป็นต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพ&amp;quot; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค, ธนวรรธน์  พลวิชัย, ลดต่อเนื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff6b0059a635.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;แฉเงื่อนงำสำนักงานสลากฯเลื่อนการออกสลากจี้ตั้งโต๊ะรับซื้อคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันการพิจารณาเลื่อนการออกรางวัลสลากฯ ได้ทำตามระเบียบกฎหมายอย่างถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ซึ่งในมาตรา 13 ได้ให้คณะกรรมการสลากฯ มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและวางนโยบายของสำนักงานสลากฯ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะเป็นเพียงการแก้ตัวที่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักกฎหมายที่ถูกต้อง เพราะตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ม. 13 กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ และวางนโยบายของสำนักงานฯให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมถึงการออกระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเมื่อพิจารณาตาม ม.5 ของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มี &amp;ldquo;วัตถุประสงค์&amp;rdquo; เพียง 3 ข้อ คือ 1)ออกสลากกินแบ่งรัฐบาล 2)จัดการโรงพิมพ์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการพิมพ์สลากฯ และพิมพ์สิ่งพิมพ์อื่นที่คณะกรรมการเห็นชอบ และ 3)กระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงานสลากฯ การที่คณะกรรมการกองสลาฯมีมติเลื่อนการออกสลากออกไปถึง 3 งวด ถามว่าเป็นการดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักงานสลากฯตรงไหน &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้ออ้างที่ว่าข้อบังคับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการออกรางวัล พ.ศ.2555 นั้นเป็นการออกข้อบังคับที่ขัดต่อหลักกฎหมายของสลากกินแบ่งรัฐบาล ม.13 ซึ่งถือว่าเป็น &amp;ldquo;โมฆะ&amp;rdquo; ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการที่จะกระทำการออกระเบียบหรือข้อบังคับใดที่เกินไปกว่าวัตถุประสงค์ได้ นั่นเอง
&amp;nbsp;
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเลื่อนการออกสลากในครั้งนี้มีเงื่อนงำและข้อพิรุธหลายประการที่คณะกรรมการสลากฯ ไม่บอกความจริงกับประชาชนให้หมด เพราะการเลื่อนการออกสลากครั้งนี้จะทำให้สำนักงานสลากฯเสียประโยชน์ไปกว่า 5.4 พันล้านบาท จากการพิมพ์สลากฯออกมาจำหน่ายงวดละ 100 ล้านฉบับ โดยขายให้ผู้แทนจำหน่ายเล่มละ 7,040 บาท แต่เนื่องจากมีผู้ไปลงทะเบียนจองสลากไม่มารับสลากไปขายเป็นจำนวนมาก ทำให้สลากเหลือแต่สำนักงานสลากฯกลับไม่มีมาตรการลงโทษให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ผลักภาระไปให้กลุ่มอื่นๆจำหน่ายแทน จนเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการออกสลากฯออกไปโดยใช้โรคโควิด-19 มาอ้าง ซึ่งไม่คำนึงถึงผู้ซื้อสลากและข้อกฎหมายใช่หรือไม่ เช่นนั้น สำนักงานสลากฯควรที่จะต้องตั้งโต๊ะรับซื้อสลากคืนมาจากผู้ซื้อหรือประชาชนที่ซื้อสลากฯไปแล้ว แต่ไม่ยินยอมให้มีการเลื่อนการออกสลากดังกล่าวเสียจึงจะชอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63406</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, ธนวรรธน์  พลวิชัย, นายศรีสุวรรณ จรรยา, เลื่อนออกรางวัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69a56ea24e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองสลากฯ&#039;แนะชะลอซื้อ-ขายหวยงวด1เม.ย.ลดเสี่ยงโควิดได้โอกาสเสนอขายออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.2563 นายธนวรรธน์ &amp;nbsp;พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงวันออกรางวัล ของสลากงวดวันที่ 1 เม.ย. 2563 เป็นวันที่ 2 พ.ค. 2563 เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงวันออกรางวัลในครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลง เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพราะถ้าสำนักงานกำหนดให้ออกรางวัลปกติในงวดวันที่ 1 เม.ย. 2563 ผู้จำหน่ายสลากจะต้องหาวิธีจำหน่ายสลากให้หมดก่อนวันออกรางวัล ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ ในการจำหน่ายสลากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ทันก่อนออกรางวัล &amp;nbsp;เป็นช่วงที่ทำให้เกิดการพบปะพูดคุย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กองสลากขอแนะนำให้ผู้ที่จะซื้อ หรือผู้ขายที่กำลังจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 เม.ย. 2563 ขณะนี้สามารถเลื่อนการซื้อ หรือการจำหน่ายไปอยู่ในช่วงปลายเดือนเม.ย.ได้ เพื่อช่วยชะลอและลดความเสี่ยงในการแพร่หรือติดเชื้อ Covid - 19 ส่วนประชาชนที่ซื้อสลากงวดประจำวันที่ 1 เม.ย. ไว้แล้ว ให้เก็บสลากไว้รอตรวจผลรางวัลในงวดวันที่ 2 พ.ค. 2563 หากถูกรางวัลก็สามารถนำสลากไปขึ้นเงินรางวัลได้ หลังจากนั้นเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 คลี่คลายลง ก็จะสามารถออกรางวัลได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อไม่ให้การดำเนินกิจการของสำนักงานเกิดการหยุดชะงัก คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลได้มีมติให้สำนักงานสลากฯ ศึกษาการจำหน่ายสลากแบบออนไลน์ โดยให้ผู้แทนจำหน่ายในปัจจุบันเข้ามามีส่วนร่วมในการจำหน่ายสลากออนไลน์ด้วย หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเป็นไปตามปกติ สำนักงานจะจำหน่ายสลากแบบใบเช่นเดิม แต่หากสถานการณ์ยังไม่ปกติสำนักงานอาจต้องเปลี่ยนวิธีการจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของผู้จำหน่ายขอให้ไม่ต้องความกังวลใจเพราะขณะนี้คณะกรรมการสลากฯ กำลังพิจารณาการขยายอายุสัญญาให้กับตัวแทนจำหน่าย เนื่องจากสำนักงานสลากฯ ได้มีมาตรการให้หยุดจำหน่ายสลาก 1 เดือน ก็อาจจะพิจารณาให้มีการขยายอายุสัญญาต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้จำหน่ายที่จองสลากในงวด 16 เม.ย. 2563 ไปแล้วว่า สำนักงานสลากฯ จะดำเนินการโอนเงินคืนทั้งหมดผ่านระบบของธนาคารกรุงไทยโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ว่างจากการจำหน่ายสลาก อาจจะได้รับผลกระทบ แต่ก็ขอความร่วมมือเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศและฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และทางคณะกรรมการสลากฯ ก็จะเร่งพิจารณาในส่วนของช่องทางการจำหน่ายสลากในระบบออนไลน์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ หากมีมติอย่างไรจะรีบประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รูปแบบการจำหน่ายที่จะดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ใช่การจำหน่ายสลากในรูปแบบใหม่ เป็นเพียงช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เดิมในสถานการณ์วิกฤติเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้จำหน่ายและผู้ซื้อสลากด้วย&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60985</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล, ขายสลากออนไลน์, ธนวรรธน์  พลวิชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefd986a6d2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
